
สวัสดีเพื่อนๆ ชาวเที่ยวเมืองไทยทุกคนค่ะ .... ช่วงนี้ เวลานี้ คงจะมีเพื่อนๆ หลายต่อหลายคนที่กำลังเซงกับปัญหาน้ำท่วมที่ไม่รู้ว่าจะผ่านพ้นไปเมื่อไหร่ และไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม .... บางคนก็โชคดีบนความโชคร้ายที่ได้หยุดงานเพราะออฟฟิศอยู่ในเขตพื้นที่ประสบภัย แต่บางคนก็โชคร้ายซ้ำสองที่ต้องไปทำงานในสภาพที่ทุลักทุเลจากเหตุน้ำท่วม เพราะไม่ได้รับอนุญาตให้หยุดงาน และมีอีกมากมายหลายคนที่โชคดีแบบสุดๆ เพราะไม่ได้พบเจอกับวิกฤตปัญหานี้ ....
ในอีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาลวันลอยกระทง ซึ่งเป็นเทศกาลที่เคยมีแต่ความสุขและความสนุกสาน มีการจัดงานอย่างคึกครื้นในทุกจังหวัด แต่ในปีนี้ ไม่เป็นเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา เพราะเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น ทำให้หลายพื้นที่ที่ประสบภัย ต้องงดจัดงานนี้ลง ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง ที่เราทุกคนต่างเข้าใจกันดี .... แต่ในวันนี้ เรามีสถานที่จัดงานเทศกาลวันลอยกระทงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ มาชวนเพื่อนๆ หนีน้ำท่วมไปแอ่วกันเจ้า .... ซึ่งงานประเพณีที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ที่มีชื่อว่า “ประเพณียี่เป็ง” นั่นเองค่ะ >>>

“ประเพณียี่เป็ง” เป็นประเพณีของชาวล้านนาที่มีมาแต่โบราณ ซึ่งคำว่า “ยี่เป็ง” นั้น มีความหมายว่า “ประเพณีพระจันทร์เต็มดวงในเดือนสอง” ที่แปลมาจากภาษาคำเมืองสองคำ คือว่า “ยี่” แปลว่า “สอง” และคำว่า “เป็ง” แปลว่า “เพ็ญ” หรือ “พระจันทร์เต็มดวง” โดยในพงศาวดารโยนกและจามเทวี มีบันทึกว่าครั้งหนึ่งได้เกิดอหิวาตกโรคขึ้นในแคว้นหริภุญไชย ทำให้ชาวเมืองต้องอพยพไปอยู่เมืองหงสาวดี นานถึง 6 ปี จึงจะเดินทางกลับมายังบ้านเมืองเดิมได้ เมื่อเวลาเวียนมาถึงวันที่จากบ้านจากเมืองไป จึงได้มีการทำกระถางใส่เครื่องสักการบูชา ธูปเทียน แล้วลอยตามน้ำ เพื่อให้ไปถึงญาติพี่น้องที่ล่วงลับไป เรียกว่า การลอยโขมด หรือการลอยไฟในงานบุญยี่เป็ง อีกทั้งยังมีการเทศน์มหาชาติ ผู้คนก็จะออกมาตกแต่งบ้านเรือน วัดวาอาราม และถนนหนทาง ด้วยต้นกล้วย ต้นอ้อย ทางมะพร้าว ดอกไม้ ตุงช่อประทีป และชักโคมยี่เป็งแบบต่างๆ ขึ้น เพื่อเป็นพุทธบูชา ในยามค่ำคืนจะมีการจุดโคมลอยปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อบูชาพระเกตุแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงศ์ ซึ่งจุดเด่นของงานนี้ ก็อยู่ที่การปล่อยโคมลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า ตามความเชื่อกันว่า เปลวไฟในโคมนั้น เป็นสัญลักษณ์ของความรู้ และแสงสว่างที่ได้รับจากโคม จะส่งผลให้ดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้อง
การจุดโคมลอย จะมีด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบที่ใช้ปล่อยในเวลากลางวัน เรียกว่า “ว่าว” เป็นโคมที่เน้นทำด้วยกระดาษหลากสีสัน และแบบที่ใช้ปล่อยในตอนกลางคืน เรียกว่า “โคมไฟ” เป็นโคมที่ทำด้วยกระดาษสีขาว ใช้ไฟจุดรมเอาไอร้อนช่วยให้โคมลอยขึ้น โดยจะปล่อยโคมลอยติดกันเป็นสายยาวค่อยๆ ขึ้นสู่ท้องฟ้า อย่างสวยงาม ตามคติความเชื่อว่า “การลอยขึ้นไปบนสรวงสวรรค์” นั่นเอง

“ประเพณียี่เป็ง” จะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันขึ้น 13 ค่ำ ซึ่งถือว่าเป็น “วันดา” หรือวันจ่ายของการเตรียมไปทำบุญเลี้ยงพระที่วัด ครั้งเมื่อถึงวันขึ้น 14 ค่ำ พ่ออุ้ยแม่อุ้ยและผู้มีศรัทธาก็จะพากันไปถือศีล ฟังธรรม และทำบุญเลี้ยงพระที่วัด จะมีการทำกระทงขนาดใหญ่ตั้งไว้ที่ลานวัด ในกระทงนั้น จะใส่ของกินของใช้ ใครจะเอาของมาร่วมสมทบด้วยก็ได้ เพื่อเป็นทานแก่คนยากคนจน และเมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำ จึงนำกระทงใหญ่ที่ตั้งอยู่ในลานวัด รวมทั้งกระทงเล็กๆ ที่ชาวบ้านจัดทำขึ้น ไปลอยในลำน้ำ
งานบุญยี่เป็ง เป็นประเพณีที่สวยงามตระการตาไปด้วยโคมไฟหลากสีสัน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งดึงดูดใจ ให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ ต่างก็อยากจะมาชมความงดงามแบบนี้ ด้วยตัวเองให้ได้ ....
และในปี 2554 นี้ “งานประเพณียี่เป็ง” ที่จังหวัดเชียงใหม่ ก็เริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ วันที่ 8 พฤศจิกายน จนถึง วันที่ 11 พฤศจิกายน ซึ่งยังพอมีเวลาให้เพื่อนๆ ชาวเที่ยวเมืองไทยได้ไปเที่ยวชมงานนี้กันนะคะ
แต่สำหรับเพื่อนๆ คนใด ที่ยังไม่สะดวกในการเดินทางไปเที่ยวชมงานนี้ด้วยตัวเองภายในปีนี้ละก็ ไม่ต้องเสียใจไปค่ะ ชมความงามจากภาพที่เราเก็บมาฝากกันก่อน แล้วปีหน้า ค่อยไปเที่ยวด้วยกันนะคะ ^^












* ขอขอบคุณ "นู๋มิว" สำหรับภาพถ่ายสวยๆ นะคะ







