ทำบุญ 9 วัดที่ อำเภอวัดสิงห์ ณ ชัยนาท
- วัดปากคลองมะขามเฒ่า (วัดหลวงปู่ศุข)
- วัดสุวรรณโคตรมาราม
- วัดทรงเสวย
- วัดท่านจั่น
- วัดบ่อแร่
- วัดปทุมธาราม (วัดหนองบัว)
- วัดดอนตูมกมลาวาส
- วัดสิงห์สถิต
- วัดพานิชวนาราม (วัดป่า)

วัดปากคลองมะขามเฒ่า (วัดหลวงปู่ศุข) ตั้งอยู่ที่หมู่ ๑ ตำบลมะขามเฒ่า เป็นวัดที่ตั้งอยู่บริเวณปากคลองมะขามเฒ่า (แม่น้ำท่าจีน) แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยา นามมะขามเฒ่า กล่าวกันว่ามีต้นมะขามใหญ่ต้นหนึ่ง ขนาด ๓ คนโอบ ขึ้นอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าวัด ต่อมาบริเวณนั้นน้ำกัดเซาะตลิ่งทำให้ต้นมะขามยักษ์โค่นล้มลงในแม่น้ำเจ้าพระยา “วัดปากคลองมะขามเฒ่า” สร้างขึ้นเมื่อใดไม่มีใครบันทึกไว้ แต่เดิมเป็นวัดร้างชื่อ “วัดอู่ทอง” พระภิกษุนามว่า “ศุข” ธุดงค์ผ่านมาและจำพรรษาเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๓๔ ได้นำชื่อวัดอู่ทอง มาใช้ตั้งชื่อวัดของท่าน มีหลักฐานคือ เหรียญรุ่นหนึ่งของท่านจารึกด้านหลังว่า “พระครูวิมลอยู่วัดอู่ทองมะขามเฒ่า” และคงใช้ชื่อนี้ตลอดมา จนถึง พ.ศ. ๒๔๗๔ จึงใช้ชื่อวัดปากคลองมะขามเฒ่า มาจนถึงทุกวันนี้
วัดสุวรรณโคตรมาราม ตั้งอยู่เลขที่ ๑๓๓ บ้านคลองมอญ หมู่ที่ ๔ ตำบลมะขามเฒ่า สร้างขึ้นเป็นวัดประมาณ พ.ศ. ๒๔๕๖ เดิมมีนามว่า “วัดคลองมอญ” ตามชื่อบ้าน บริเวณนั้นเดิมเป็นป่าไม้หนาแน่น ไม่มีใครจับจองเป็นเจ้าของที่ดิน ชาวบ้านได้ร่วมใจกันจัดการสร้างวัดนี้ขึ้นมา ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ได้เปลี่ยนนามใหม่เป็น “วัดคลองบุญ” และได้เปลี่ยนนามอีกครั้งหนึ่งมาเป็น “วัดสุวรรณโคตรมาราม” เพราะมีประธานในอุโบสถ สร้างด้วยเนื้อทองเหลือปางสมาธิ ขนาดพระเพลา กว้าง ศอก ๓เรียก “พระสุวรรณ” สร้างโดยพระครูสารวุฒิ วัดสระเกศ กรุงเทพฯ จึงขนานนามวัดให้สอดคล้องกันสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้ วัดแห่งนี้ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๑ ในนามวัดคลองมอญที่หน้าบรรณอุโบสถด้านหลังมีศิลปะปูนปั้นรูปภาพพญาครุฑ อันเป็นมหาอำนาจที่หลวงพ่อมหาโพธิ์ ญาณสัมปันโน อดีตเจ้าอาวาสศิษย์ผู้สืบสายพุทธาคมหลวงปู่ศุขนำมาสร้างเป็นพระเครื่อง นอกจากนั้นยังมี พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่รู้จักหรือสัญลักษณ์ของวัด คือ “หลวงพ่อโต วัดคลองมอญ” เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ขนาดพระเพลากว้าง ๘ ศอก สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. ๒๔๖๘ เดิมอยู่กลางแจ้ง ผู้สัญจรไปมาบนท้องถนน เมื่อเห็นองค์ท่านจะยกมือขึ้นไหว้ขอพร หรือบนบานศาลกล่าวครั้นสมประสงค์ก็มาแก้บนกันเป็นประจำ ปัจจุบันได้สร้างวิหารคลุมไว้ มีงานสมโภชประจำปี ในวันแรม ๒ – ๓ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี
วัดทรงเสวย ตั้งอยู่เลขที่ ๖๓ บ้านหนองแค หมู่ที่ ๑ ตำบลหนองน้อย สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๒๔๓๐ เดิมมีนามว่า “วัดหนองแค” ตามชื่อบ้าน ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๔๕๑ (รศ.๑๒๗) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จตรวจลำน้ำเก่าโดยทางเรือ ทรงแวะพักเสวยพระกระยาหารที่วัดนี้อย่างเอร็ดอร่อย และได้พระราชทานนามว่า “วัดเสวย” ชาวบ้านเห็นเป็นราชาศัพท์ จึงเพิ่มคำว่า “ทรง” เป็น “วัดทรงเสวย” แล้วเรียกขานมาถึงปัจจุบันเมื่อพระองค์เสด็จกลับแล้ว ในปีต่อมาได้พระราชทานสิ่งของมายังวัด ประกอบด้วย บาตร ปิ่นโต พระขรรค์ ตาลปัตร ใบลาน (ปัจจุบันสูญหายไป) ตะเกียงลาน เรือสำปั้น ป้านน้ำชา ๑ ชุด สิ่งของเหล่านี้ยังมีให้ชมอยู่ นับเป็นของพระราชทานที่สมบูรณ์ที่สุด เท่าที่สำรวจมา วัดทรงเสวย ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา วันที่ ๗ กันยายน ๒๔๗๐ ด้านหน้าวัดอยู่ติดริมแม่น้ำท่าจีน ปัจจุบัน อบต. หนองน้อย ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้วางแผนจัดทำผังการปรับปรุงภูมิสถาปัตย์ เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดชัยนาท นอกจากนั้น ยังมีอุโบสถที่สวยงาม กำแพงแก้วที่มีศิลปะปูนปั้น รูปพุทธประวัติบนซุ้มประตูที่หาชมที่ไหนไม่ได้ สำหรับรูปเหมือนหล่อพระเกจิ ก็มีหลวงพ่อคล้อย อดีตเจ้าอาวาส ที่เป็นลูกศิษย์ผู้แกะแม่พิมพ์พระเครื่องให้หลวงปู่ศุข หลวงพ่อย้อย อดีตเจ้าอาวาสผู้มีวาจาศิษย์ ประชาชนให้ความเคารพนับถือ บันดาลดลให้ผู้สักการะสมปรารถนา ทางวัดจึงได้จัดให้มีงานประจำปี ไหว้พระปิดทอง วันที่ ๖ ธันวาคม ซึ่งเป็นวันมรณภาพของหลวงพ่อย้อย เป็นประจำทุกปี
วัดท่านจั่น ตั้งอยู่เลขที่ ๕๖ หมู่ที่ ๓ บ้านท่านจั่น ตำบลหนองขุ่น สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างขึ้นเป็นวัดประมาณปี พ.ศ. ๒๓๕๐ ภายในบริเวณวัดมีสิ่งที่น่าสนใจ ดังนี้ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ประดิษฐานภายในอุโบสถ นามหลวงพ่อจั่น พระพุทธรูปคู่บ้านที่ชาวหนองขุ่น และใกล้เคียงให้ความนับถือ มีงานสมโภชนมัสการปิดทองเป็นประจำทุกปี ๆ ละ ๒ ครั้ง ตรงกับวันขึ้น ๑๔ - ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ และ ๑๔ – ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ (วันวิสาขบูชา) ในงานสมโภชทางวัดจะมีการหุงข้าวต้มเลี้ยง ชาวบ้านมีความเชื่อว่า กินข้าวต้มวัดท่านจั่น แล้วจะหายจากโรคภัยเป็นสิริมงคลกับตัวเอง จึงกลายเป็นประเพณีกินข้าวต้มมาจนถึงทุกวันนี้มีบันทึกว่า วันวิสาขบูชา ปี ๒๕๕๑ กำนันสมวงษ์ โพธิ์ศรี อดัตกำนันตำบลหนองบัว ได้ร่วมกับลูกหลานเป็นเจ้าภาพเพื่อสืบสานประเพณี เลี้ยงข้าวต้มทรงเครื่องจำนวน ๙๔ กระทะใบบัว มี ต้นสำโรงใหญ่ ขนาดประมาณ ๔ คนโอบ อยู่บริเวณหน้าวัด มีอายุกว่าร้อยปี ผลสำโรงหล่นจากต้น ชาวบ้านจะเก็บลูกสำโรงไปกราบไหว้บูชา เพราะเชื่อในความมหัศจรรย์ทำให้แคล้วคลาดจากภยันอันตรายทั้งปวง เคยมีผู้นำผลสำโรงติดตัวเมื่อครั้งไปรบในสงครามเวียดนาม แล้วรอดชีวิตกลับมา ปัจจุบันแม้ว่าจะมีลมพัดแรงขนาดไหน ยังไม่มีใครเคยเห็นกิ่งสำโรงหักลงมาสักครั้งเดียว และไม่มีผลสำโรงให้พบเห็น เพราะคนจะมาคอยเก็บไปบูชาจนหมด สุขาโบราณอยู่บริเวณด้านหลังวัดฝาผนังทำด้วยไม้ไผ่ขัดแตะ ฉาบด้วยปูนซีเมนต์ หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา สร้างในสมัยเจ้าอาวาสรูปใดไม่ปรากฏมีความเชื่อในความมหัศจรรย์ของสุขาโบราณนี้ว่า
วัดบ่อแร่ ตั้งอยู่เลขที่ ๑ บ้านบ่อแร่ ตำบลบ่อแร่ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกายสร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่วันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๐ มีนามตามชื่อบ้าน แรกเริ่มสร้างวัดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙ ตรงกับปีระกา พระอาจารย์เนียม เจ้าอาวาสวัดสิงห์สถิต ได้ร่วมกับชาวบ้านบ่อแร่ ดำเนินการจัดสร้างวัดนี้ขึ้นมา เมื่อได้จัดตั้งเป็นวัดแล้ว จึงขนานนามว่า “วัดบ่อแร่ธรรมเจริญศรี” ต่อมาคงเรียกสั้นๆ ว่า “วัดบ่อแร่” เท่านั้น ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๔๖๙ ด้านหน้าวัดมีซุ้มประตูขนาดใหญ่ส่วนยอดซุ้มมีพระพุทธรูปปางลีลา ประดับประดาและลงสีไว้อย่างสวยสดงดงาม ต้อนรับผู้มาเยือนให้เกิดศรัทธา ที่ศาลาการเปรียญบริเวณซุ้มระฆังปั้นเป็นรูปวัวสัญลักษณ์ปีเกิดของผู้สร้าง ถัดมาตรงกลางวัด เป็นมณฑปที่ประดิษฐานรูปหล่อเหมือนหลวงปู่เคลือบ (พระครูวิจิตรชัยการ) อดีตเจ้าอาวาสพระเถระผู้มีพลังจิตแก่กล้า เป็นที่ยอมรับของพระเกจิในยุคนั้น อีกทั้งเป็นผู้มีวาจาสิทธิ์ เป็นที่ยำเกรงของเหล่าคนพาล วัตถุมงคลที่ท่านสร้างเพื่อแจกแก่ญาติโยมจึงเป็นที่นิยมแสวงหา เช่น พระพิมพ์สี่เหลี่ยม และสามเหลี่ยม เนื้อชิ้นสังควานร พระใบมะขามเนื้อชิน เป็นต้น แม้ท่านจะละสังขารแล้ว เหรียญเสมาเนื้อทองแดงที่ นายโชค ศรีสิทธิกรรม (อดีตรองปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ชาววัดสิงห์) สร้างแจกในงานศพของหลวงปู่เคลือบก็ปรากฏอิทธิปาฏิหาริย์เป็นที่ประจักษ์ และยอมรับของผู้ที่มีไว้ครอบครอง ทางวัดได้จัดงานประเพณีไหว้พระปิดทองหลวงปู่เคลือบ ในระหว่าง ๑๔ – ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี
วัดปทุมธาราม (วัดหนองบัว) ตั้งอยู่เลขที่ ๑๖๖ หมู่ที่ ๒ ตำบลหนองบัว สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๖๕ เดิมชื่อว่า “วัดหนองบัว” เนื่องจากหมู่บ้านนี้มีหนองน้ำและมีบัวหลวงมากมาย ผู้สร้างวัดนี้ขึ้นมา คือ สมเด็จเจ้าเถื่อน สมเด็จพร กับขรัวยายไข่ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ครั้งหลังวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๑ ภายในบริเวณวัดมีสิ่งที่น่าสนใจ คือ วิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูป รูปเหมือนหล่อ หลวงปู่ศุข กรมหลวงชุมพรฯ หลวงพ่อจาด อดีตเจ้าอาวาส ด้านหน้าวิหารมีพระพุทธรูปปางประทานพรสีทององค์ใหญ่ยิ้มรับผู้มาเยือน พระมหาธาตุเจดีย์ศรีชัยนาท นับเป็นเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดชัยนาท สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงครองราชย์สมบัติครบ ๕๐ ปี เพื่ออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุของพระอรหันตสาวกไปบรรจุสถิตอยู่ ณ บุษบก ยอดพระเจดีย์ นอกจากนั้นยังมีพระร่วงเลิศฤทธิ์ และพระพุทธวงศ์ ๒๘ พระองค์ ประดิษฐานอยู่ในองค์เจดีย์ บานประตูหน้าต่างแกะสลักเป็นรูปสัตว์หิมพานต์สีทอง ทางขึ้น ๔ ทิศ เป็นบันไดนาค ศิลปะสวยงามมาก ว่ากันว่า ใครมาชัยนาทแล้วไม่ได้มาวัดปทุมธาราม ไม่ได้มาวัดปทุมธาราม ไม่ได้มากราบองค์พระเจดีย์ เหมือนมาไม่ถึงชัยนาท ปัจจุบันหลวงปู่นะ (พระครูปทุมชัยกิจ) พระเถระผู้มีอาวุโสสูงสุดของจังหวัดชัยนาท ผู้เป็นร่มโพธิ์บุญของศาสนา ยังคงแผ่เมตตาโปรดญาติโยมทั่วสารทิศที่มีวัดหนองบัว ให้ได้รับบุญ และมีรอยยิ้มกลับไป
วัดดอนตูมกมลาวาส ตั้งอยู่บ้านดอนตูม หมู่ที่ ๕ ตำบลหนองบัว สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุต มีประวัติว่า เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ – ๒๕๑๗ นายถวัลย์ เถกิงศรี ศึกษาธิการจังหวัดชัยนาท ลุงสังวาล – ป้าเฉลา สุราฤทธิ์ ร้านสุขแสงดาว และคณะญาติโยม อำเภอวัดสิงห์ ถวายที่ดินสร้างวัดแก่ท่านเจ้าคุณพระราชมุนี (โฮม โสภโน) วัดปทุมธาราม ปทุมวัน กรุงเทพฯ เพื่อตั้งวัดคณะธรรมยุตในจังหวัดชัยนาท ท่านเจ้าคุณฯ มอบหมายให้พระครูปัญญาธุราทร เจ้าอาวาสวัดเขาชายธงวราราม อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ จัดหาพระมาดูแลการก่อสร้างวัด จึงได้พะภิกษุทองหยด สันติกโร มาดูแลการก่อสร้างและนำศรัทธาญาติโยมพัฒนาการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นวัดตั้งแต่วันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา วันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๗ อุโบสถมีน้ำล้อมรอบ นับเป็นสีมาน้ำแห่งเดียวในจังหวัดชัยนาท วางศิลาฤกษ์ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ โดยสมเด็จพระญาณสังวร (สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน) ปี ๒๕๒๑ พิธีเททองหล่อพระประธาน โดยสมเด็จพระสังฆราช (วาสน – มหาเถระ)
วัดสิงห์สถิต ตั้งอยู่เลขที่ ๒ บ้านวัดสิงห์ ในเขตเทศบาลตำบลวัดสิงห์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สร้างขึ้นเป็นวัดตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๒๓๗๕ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ในปี พ.ศ. ๒๓๘๖ ชาวบ้านเรียก วัดสิงห์ แต่เดิมบริเวณนี้เคยเป็นป่าคงเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ร้าย เช่น สิงโต เมื่อมีหมู่บ้านขึ้นมา เรียก “บ้านสิง” เมื่อสร้างวัดจึงเรียกว่า “วัดสิงห์” และเมื่อความเจริญของบ้านเมืองขยายมากขึ้น ชื่อหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอ ก็ใช้คำว่า “วัดสิงห์” เป็นชื่อทางราชการ นามวัดจึงเปลี่ยนใช้ชื่อ “วัดสิงห์สถิตย์” ต่อมาในราวปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ได้ตัดตัว “ย์” ออก คงเขียนเป็น “วัดสิงห์สถิต” สิ่งสำคัญของวัดนี้ ได้แก่ อุโบสถ เป็นอุโบสถแบบโบราณ ที่เรียกกันว่า “โบสถ์มหาอุต” มีกำแพงแก้วโดยรอบ หน้าบรรณอุโบสถมีภาพปูนปั้นรูปพระอาทิตย์ทรงรถที่งดงามมาก นับเป็นสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่าภายในอุโบสถ เป็นที่ประดิษฐ์พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ นาม “หลวงพ่อใหญ่” และศาลาการเปรียญ ถูกยกให้สูงขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๑
วัดพานิชวนาราม (วัดป่า) ตั้งอยู่เลขที่ ๙ ถนนจันทนาราม หมู่ที่ ๑ ตำบลวัดสิงห์ ตามประวัติกล่าวว่า ได้สร้างขึ้นในราวปี พ.ศ. ๒๓๘๙ ปลายแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วัดที่ได้สร้างขึ้นในครั้งนั้นไม่ปรากฏชื่อผู้สร้างแต่เรียกกันต่อๆ มาว่า “วัดป่า” จนถึงทุกวันนี้ เมื่อว่ากันตามความเป็นจริงของภูมิทัศน์ น่าจะเรียก วัด มาแต่แรกตามประสาคนไทย วัดนี้สร้างราวปี พ.ศ. ๒๓๘๙ จะยืนยันกี่ปีไม่ปรากฏหลักฐาน รู้แต่เพียงว่าได้กลายเป็นวัดร้าง เข้าตำรา “แต่ก่อนเป็นวังประทับ ล้วก็กลับเป็นป่าไม่ฝ่าฝืน” และได้กลับเป็นวัดขึ้นอีกครั้ง เพราะศรัทธาของ นายสำปั้น พานิชกุล ได้ซื้อที่ดินเพื่อสร้างเสนาสนะ พร้อมกับถวายความอุปถัมภ์ตลอดมา วัดจึงกลับฟื้นขึ้นใหม่ เรียกขานกันว่า “วัดป่าธัญญผล” (แปลว่า วัดป่าข้าวเปลือก) ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๔๖๙ พระเจริญอรุณศักดิ์ นายอำเภอวัดสิงห์ เห็นว่า นายสำปั้น พานิชกุล ได้ทำนุบำรุงวัดด้วยดีตลอดมา จึงได้เปลี่ยนนามวัดเสียใหม่เป็น “วัดป่าพานิชกุล” เพื่อประกาศเกียรติคุณให้เป็นที่ปรากฏสืบไป ต่อมาบรรดาบุตรธิดา ของนายสำปั้น พานิชกุล เห็นว่าวัดเป็นของส่วนรวม ไม่ควรจะใช้นามสกุลเป็นนามวัดทั้งหมด ทางวัดจึงได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดพานิชวนาราม” ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๑ วัดแห่งนี้มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์นาม “หลวงพ่อขาว” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประดิษฐานอยู่ที่ศาลาข้างอุโบสถ ดลบันดาลความสำเร็จแก่ผู้เลื่อมใสแล้วกลับมาแก้บนกันมิได้ขาด มีประวัติว่า ครั้งหนึ่งมีการล้างป่าช้าเพื่อใช้เนื้อที่ในการสร้างวัด ได้ฌาปนกิจศพเหล่านั้นแล้วจึงนำเถ้าอัฐิมาสร้างเป็นองค์พระจึงได้ชื่อ หลวงพ่อขาว (เมรุสองระบบ สร้างเสร็จในปี ๒๕๕๑)







